กิจกรรม KM นขต.ทร.
-
“Credential Leak” ภัยเงียบใต้พรม: เมื่อกุญแจดอกสำคัญหลุดมือ ความมั่นคงขององค์กรก็สั่นคลอน
อ่านต่อ…ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง ในการขับเคลื่อนภารกิจของภาครัฐ และองค์กรชั้นนำ ข้อมูลข่าวสารได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องมี “กุญแจ” หรือที่ในทางเทคนิคเรียกว่า “Credential” (เช่น ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน) เพื่อยืนยันตัวตน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้ล้ำสมัย เราอาจกำลังเผชิญกับ “ภัยเงียบ” ที่มองไม่เห็น นั่นคือการรั่วไหลของข้อมูลยืนยันตัวตน หรือ Credential Leak ปรากฏการณ์นี้มิใช่เพียงแค่การถูกเดารหัสผ่านแบบเดิมๆ แต่เป็นการที่ข้อมูลลับถูกขโมยออกไปโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนการถูกปั๊มกุญแจบ้านแจกจ่ายให้กับโจรผู้ไม่หวังดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงขององค์กรอย่างรุนแรง โดยที่เราอาจตระหนักเมื่อสายเกินแก้
เพื่อให้บุคลากรทุกท่านได้ตระหนักถึงภัยคุกคามและร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับองค์กร ขอสรุปประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:

1. ภัยร้ายในคราบความสะดวกสบาย: การบันทึกรหัสผ่านบนเบราว์เซอร์ (Browser) ความสะดวกสบายมักมาพร้อมกับความเสี่ยง หลายท่านนิยมใช้ฟังก์ชัน “Remember Password” หรือให้เบราว์เซอร์ช่วยจำรหัสผ่านเพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น หารู้ไม่ว่านี่คือจุดอ่อนที่แฮกเกอร์โปรดปรานที่สุด
- การทำงานของมัลแวร์: ปัจจุบันมีไวรัสประเภทขโมยข้อมูล (InfoStealer) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะจงขโมยไฟล์ที่เก็บรหัสผ่านในเบราว์เซอร์โดยเฉพาะ
- ผลกระทบ: เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัส ข้อมูลรหัสผ่านทั้งหมดที่ท่านบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นรหัสเข้าสู่ระบบงาน อีเมล หรือบัญชีส่วนตัว จะถูกส่งตรงไปยังแฮกเกอร์ทันที เปรียบเสมือนการที่ท่านนำกุญแจเซฟขององค์กรไปซ่อนไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดแรกที่ผู้บุกรุกจะค้นหา
2. กำแพงเหล็กที่พังทลายเพราะวินัยที่หย่อนยาน แม้หน่วยงานจะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างระบบ Firewall หรือติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่ระบบเหล่านั้นจะไร้ความหมายทันทีหาก “วินัยทางไซเบอร์” ของบุคลากรเกิดความหละหลวม

- จุดอ่อนที่สุดคือมนุษย์: การรั่วไหลของ Credential มักเกิดจากความประมาทเลินเล่อ (Human Error) เช่น การตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย หรือการคลิกลิงก์แปลกปลอม
- เป้าหมายของหน่วยงานความมั่นคง: สำหรับหน่วยงานที่มีความสำคัญด้านความมั่นคง หรือหน่วยงานรัฐ การถูกขโมย Credential ไม่ได้หมายถึงแค่ข้อมูลหาย แต่หมายถึงการถูกแทรกแซง สารสนเทศถูกบิดเบือน หรือถูกนำไปใช้เป็นฐานในการโจมตีหน่วยงานอื่น (Supply Chain Attack) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงระดับประเทศ
3. สถานการณ์ Credential Leak ในประเทศไทย จากสถิติและการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีการรั่วไหลของข้อมูลยืนยันตัวตนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ตลาดมืดดิจิทัล: พบการประกาศขายข้อมูล Username และ Password ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจไทยบน Dark Web จำนวนมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักหลุดมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ที่ขาดการอัปเดตความปลอดภัย หรือใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
- ความเสียหายจริง: มีกรณีศึกษาที่ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือระบบฐานข้อมูลประชาชนถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เพียงเพราะรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบหลุดรอดออกไปสู่สาธารณะ
4. แนวทางการป้องกันและสร้างเกราะกำบัง เพื่อให้องค์กรรอดพ้นจากวิกฤตนี้ บุคลากรทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้:

- เลิกจำในเบราว์เซอร์: ยุติการใช้ฟังก์ชัน Save Password บน Web Browser และหันมาใช้โปรแกรมบริหารจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) ที่องค์กรรับรอง
- เปิดใช้ MFA (Multi-Factor Authentication): การยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน เป็นปราการด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุด แม้รหัสผ่านจะหลุดไป แต่แฮกเกอร์จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้หากไม่มีรหัส OTP หรือการอนุมัติจากมือถือของท่าน
- แยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว: ไม่ควรใช้รหัสผ่านชุดเดียวกัน (Reuse Password) ระหว่างบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวกับระบบงานขององค์กร
บทสรุป
ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มิใช่ภารกิจของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “พันธกิจร่วม” ของบุคลากรทุกคนในองค์กร การรั่วไหลของ Credential เพียงชุดเดียว อาจเปรียบเสมือนการเปิดประตูเมืองให้ข้าศึกเข้ามาทำลายล้างจากภายใน ดังนั้น การรักษาวินัยทางไซเบอร์ การตระหนักรู้ถึงภัยคุกคาม และการไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายเพียงชั่วครั้งชั่วคราว จึงเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ขอให้ทุกท่านพึงระลึกเสมอว่า “ความปลอดภัยขององค์กร เริ่มต้นที่ปลายนิ้วของท่านเอง” ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อให้องค์กรของเรายืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกดิจิทัล
-
ยุทธการบริหารปัญญา: พลิกโฉมองค์กรด้วย 3 เครื่องมือจัดการความรู้ (KM Tools) สู่ความเป็นเลิศ
อ่านต่อ…ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร การปล่อยให้ “ความรู้” กระจัดกระจายหรือสูญหายไปพร้อมกับตัวบุคคล คือความเสี่ยงมหาศาลที่ไม่อาจมองข้าม การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) จึงมิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” และ “รากฐาน” สำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง บทความนี้จะนำท่านไปทำความรู้จักกับกระบวนการแปลงความรู้ให้เป็นทุนทางปัญญา ผ่าน 3 เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ที่จะเปลี่ยนนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
1. แกะรอยขุมทรัพย์ความรู้ด้วย Knowledge Map (แผนที่ความรู้)
เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่ทำให้เรามองเห็นภาพรวมว่า “ความรู้” ซ่อนตัวอยู่ที่ใดในกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา
1.1 สาระสำคัญและวิธีการดำเนินการ การสร้างแผนที่ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน แบ่งออกเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) อย่างน้อย 5 ระดับ ดังนี้:
- ระดับหน่วยงาน: ระบุชื่อหน่วยงาน ฝ่าย หรือกอง
- ระดับกระบวนการ: ระบุภารกิจหรือกระบวนการปฏิบัติงานหลัก
- ระดับหัวข้อความรู้: ระบุ “องค์ความรู้” ที่จำเป็นต้องใช้ในการขับเคลื่อนกระบวนการนั้นๆ
- ระดับประเภทความรู้: จำแนกประเภทความรู้ ได้แก่
- Explicit Knowledge: ความรู้ที่ชัดแจ้ง (เอกสาร คู่มือ ระเบียบ)
- Tacit Knowledge: ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (เทคนิค ประสบการณ์)
- ระดับผู้ใช้ความรู้: ระบุกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ที่ต้องนำความรู้นั้นไปใช้งาน
1.2 ข้อเสนอแนะ
- สามารถใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี เช่น โปรแกรม MindMaster เพื่อสร้างแผนผังที่สวยงาม เข้าใจง่าย และสามารถ Export ไฟล์ไปใช้งานต่อได้
- หากไม่มีโปรแกรมเฉพาะทาง สามารถใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Word ในรูปแบบตารางหรือผังองค์กร ก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้เช่นกัน
2. คัดกรองแก่นแท้ด้วย Knowledge Audit (การตรวจสอบความรู้)
เมื่อเรามีแผนที่ความรู้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจัดการทุกเรื่องพร้อมกัน การทำ Audit คือการตรวจสุขภาพองค์กรเพื่อ “คัดกรอง” และ “โฟกัส” เฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด
2.1 สาระสำคัญและวิธีการดำเนินการ
- คัดเลือกหัวข้อ: ดึงหัวข้อความรู้จาก Knowledge Map มาเพียง 4-5 หัวข้อที่สนใจ
- ประเมินความสำคัญ: นำหัวข้อเหล่านั้นมาประเมินผ่านตารางเกณฑ์ความเสี่ยงและผลกระทบ (Risk & Impact)
- วิเคราะห์ผลลัพธ์: พิจารณาค่าคะแนนในตาราง (สีเขียว เหลือง แดง)
- ตัดสินใจ: เลือกเฉพาะหัวข้อที่ตกอยู่ในเกณฑ์ “ความเสี่ยงสูง” หรือ “มีความสำคัญสูงสุด” เพียง 1-2 เรื่อง เพื่อนำมาดำเนินการจัดการความรู้ในปีนั้นๆ หรือตามนโยบายเร่งด่วน (เช่น สถานการณ์โรคระบาด)
2.2 ประโยชน์ของการดำเนินการ
- ช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็นจากการทำ KM แบบหว่านแห
- ทำให้ทรัพยากรขององค์กรถูกใช้ไปกับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและเร่งด่วนที่สุด
3. แปลงแผนสู่การปฏิบัติด้วย Knowledge Landscape (ภูมิทัศน์การจัดการความรู้)
ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมือทำ เป็นการวางแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อเปลี่ยนความรู้ในกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
3.1 สาระสำคัญและวิธีการดำเนินการ นำหัวข้อที่ผ่านการ Audit มาขยายผลลงในตาราง Landscape โดยระบุรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ:
- ความเชื่อมโยง: ระบุว่าความรู้นี้สนับสนุนยุทธศาสตร์หรือกระบวนการใด
- รูปแบบความรู้: หากเป็น Explicit จะออกมาในรูปแบบใด (เช่น Infographic, คู่มือ) หากเป็น Tacit ใครคือผู้เชี่ยวชาญ (ระบุชื่อบุคคล)
- กลุ่มเป้าหมาย: ใครคือผู้นำความรู้นี้ไปใช้ (เช่น บุคลากรใหม่, ประชาชน)
- กิจกรรม KM: จะทำอะไรกับความรู้นี้ (เช่น การถอดบทเรียน, การถ่ายทำคลิปวิดีโอ, การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้)
- ผลผลิตที่คาดหวัง (Output): สิ่งที่จะได้รับเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ (เช่น คู่มือ 1 เล่ม, วิดีโอ 2 คลิป)
3.2 ข้อแนะนำ
- ตาราง Landscape จะเป็นเครื่องมือหลักในการติดตามผล (Monitoring) ว่าเราได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้หรือไม่

บทสรุป
การขับเคลื่อนองค์กรด้วยเครื่องมือ KM Tools ทั้ง 3 ส่วน มิใช่เพียงภารกิจของการทำเอกสาร แต่คือกระบวนการ “ระบุ (Map) – คัดกรอง (Audit) – ลงมือทำ (Landscape)” ที่เป็นระบบ การเริ่มต้นจากแผนที่ความรู้ที่ครอบคลุม นำไปสู่การเลือกเฟ้นสิ่งที่สำคัญที่สุดผ่านการตรวจสอบ และจบลงด้วยแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จะช่วยให้หน่วยงานสามารถรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เปลี่ยนความรู้ระดับบุคคลให้เป็นสินทรัพย์ระดับองค์กร และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นคง
-
เจาะลึก 3 วันแห่งการ “ตื่นรู้” และ “ต่อยอด”: สรุปผลการสัมมนาการพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปี 2569
อ่านต่อ…สร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยครับ สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งสำคัญประจำปีของเหล่าทหารเรือไซเบอร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จ.ชลบุรี ตลอด 3 วันเต็ม (14 – 16 ม.ค. 69) ที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยการระดมสมองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เข้มข้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามยุคใหม่ที่มองไม่เห็นตัวตน ผมขออาสาพาทุกท่านย้อนรอยไทม์ไลน์สำคัญตลอด 3 วันนี้ ก่อนจะไปเจาะลึกเนื้อหาการแถลงผลการสัมมนาที่เป็น “ไฮไลต์” สำคัญครับ
1. ปูพรมความรู้: ภาพรวมกิจกรรมตลอด 3 วัน การสัมมนาครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นภาพรวมของภูมิทัศน์ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่ ดังนี้ครับ:
- วันที่ 1 (14 ม.ค. 69): เปิดโลกทัศน์ภัยคุกคาม
- ช่วงเช้า: เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกลยุทธ์การป้องกันเชิงลึกผ่านกรอบแนวคิดระดับโลกอย่าง MITRE D3FEND ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือการตั้งรับทางเทคนิคที่ละเอียดและเป็นระบบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: MITRE D3FEND: กลยุทธ์การป้องกันทางไซเบอร์สำหรับ ทร.)
- ช่วงบ่าย: เจาะลึกหัวใจสำคัญของการรับมือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วย กระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตามมาตรฐาน NIST CSF Version 2.0 ที่ทันสมัยที่สุด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: NIST Cybersecurity Framework 2.0)
- ช่วงเย็น: ตบท้ายด้วยข้อมูลลับเฉพาะเกี่ยวกับ “กลุ่มแฮกเกอร์ APT ที่สำคัญ” และบทเรียนจากสถานการณ์จริงใน “สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: กลุ่มแฮกเกอร์ APT และสถานการณ์พิพาทแนวชายแดน)
- วันที่ 2 (15 ม.ค. 69): ระดมสมองประลองความคิด
- เป็นการแบ่งกลุ่มสัมมนาออกเป็น 4 กลุ่มย่อยตามความเชี่ยวชาญและภารกิจ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ได้แก่
- ลุ่มแนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (IRP)
- กลุ่มแนวทางการกำหนดเป้าหมายทางไซเบอร์ (Targeting)
- กลุ่มบทเรียนสงครามไซเบอร์ (Lessons Learned)
- กลุ่มจัดทำแบบฟอร์มตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Checklist) และร่างระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.)
- เป็นการแบ่งกลุ่มสัมมนาออกเป็น 4 กลุ่มย่อยตามความเชี่ยวชาญและภารกิจ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ได้แก่
- วันที่ 3 (16 ม.ค. 69): บทสรุปสู่อนาคต
- เป็นวันที่แต่ละกลุ่มนำผลลัพธ์จากการระดมสมองมาแถลงต่อที่ประชุม เพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางปฏิบัติของกองทัพเรือต่อไป
2. เจาะลึกผลสัมมนา: 3 กุญแจสำคัญสู่ความแข็งแกร่งทางไซเบอร์
จากการระดมสมองของทั้ง 4 กลุ่ม ผมขอสรุปสาระสำคัญออกมาเป็น 3 ประเด็นหลักที่เปรียบเสมือน “อาวุธทางปัญญา” ใหม่ของพวกเรา ดังนี้ครับ:




1. ยกระดับมาตรฐานการตอบโต้ภัยคุกคาม (จากกลุ่มที่ 1) เป้าหมายคือการทำคู่มือการทำงาน (IRP) ให้เป็นสากลและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยยึดตามมาตรฐาน NIST CSF 2.0
- เพิ่มมิติ “การกำกับดูแล” (Govern): ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาหน้างาน แต่ต้องมีการวางนโยบายที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับบริหาร
- ระบบตรวจสอบซ้ำ (QC): เสนอให้มีการทำ Quality Control รอบที่ 2 ก่อนปิดจบเคสทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าภัยคุกคามถูกกำจัดสิ้นซาก
- บทลงโทษที่ชัดเจน: เพื่อป้องปรามความประมาทเลินเล่ออันนำมาซึ่งช่องโหว่ จึงเสนอให้มีมาตรการลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่ละเมิดระเบียบความปลอดภัย
2. เปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “รุก” ด้วยการกำหนดเป้าหมาย (จากกลุ่มที่ 2) การรบทางไซเบอร์ไม่ได้มีแค่การถือโล่ แต่ต้องรู้จักการใช้ดาบเมื่อจำเป็น โดยเน้นการสร้างผลกระทบ (Effect-based Targeting)
- การจัดลำดับความสำคัญเป้าหมาย: แบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 ระดับ เพื่อให้เลือกโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด:
- High Pay-off Target (HPT): เป้าหมาย “กำไรสูง” ที่ถ้าโจมตีถูกจังหวะ จะส่งผลดีต่อเราอย่างมหาศาล (Priority 1)
- High Value Target (HVT): เป้าหมาย “คุณค่าสูง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของขีดความสามารถข้าศึก (Priority 2)
- Essential Observation Target (EOT): เป้าหมายสนับสนุนที่ต้องเฝ้าระวัง (Priority 3)
3. ปิดช่องโหว่หน้างานด้วยเทคโนโลยีและวินัย (จากกลุ่มที่ 3 และ 4) เน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงาน ทั้งเรื่องคนและอุปกรณ์
- แก้ปัญหาคน: ลดภาระงานที่ทับซ้อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่โฟกัสงานไซเบอร์ได้เต็มที่
- เสริมเขี้ยวเล็บด้วย AI: เสนอให้นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด และพัฒนาชุดเครื่องมือเคลื่อนที่ (Mobile Cyber Tools) สำหรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
- สร้างมาตรฐานเรือรบ: ริเริ่มแนวคิด “Checklist ก่อนออกเรือ” โดยถอดบทเรียนจากเรือรบสหรัฐฯ (เช่น USS Kidd) เพื่อให้มั่นใจว่าเรือรบของเราปลอดภัยทางไซเบอร์ก่อนออกปฏิบัติภารกิจ
3. บทสรุป: ความตระหนักรู้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
การสัมมนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลสถิติในช่วงความขัดแย้งชี้ว่าการโจมตีทางไซเบอร์พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า โดยรูปแบบยอดฮิตคือการระดมยิงเครือข่าย (DDoS) ให้ระบบล่ม และการปล่อยข้อมูลเท็จ (IO) เพื่อสร้างความสับสน สิ่งที่น่ากังวลคือมีการตรวจพบข้อมูลบัญชีผู้ใช้ (Username/Password) ของบุคลากรหลุดไปยัง Dark Web ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง ดังนั้น ผลลัพธ์จากการสัมมนานี้จึงไม่ใช่แค่เอกสารบนหิ้ง แต่คือแผนปฏิบัติการที่มุ่งเปลี่ยนกองทัพเรือจากผู้ตั้งรับ ให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการตอบโต้ (Active Defense) และยกระดับขีดความสามารถสู่มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องอธิปไตยบนโลกไซเบอร์ของชาติอย่างยั่งยืน
4. ข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา


ในช่วงท้ายของการสัมมนา ผู้บังคับบัญชาได้ฝากข้อคิดเตือนใจที่สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล ซึ่งผมขอคัดเน้นๆ มาฝากทุกท่านครับ:
- ดูเยี่ยงกา แต่อย่าทำตาม: ท่านยกตัวอย่างกรณีศึกษาการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่มีการใช้สงครามไซเบอร์นำการรบจริง โดยการตัดระบบไฟฟ้าและรบกวนสัญญาณ GPS จนเป็นอัมพาต นี่คือภาพจริงของสงครามยุคใหม่ที่เราต้องเตรียมรับมือ
- แอปฯ แชท คือจุดตาย: ขอให้หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลทางทหารหรือข้อมูลราชการผ่านแอปพลิเคชันสาธารณะอย่าง Line หรือ Gmail โดยเด็ดขาด เพราะไม่มีความปลอดภัยเพียงพอและเสี่ยงต่อการถูกดักจับข้อมูล
- ตัวตนออนไลน์คือเป้านิ่ง: ให้ระมัดระวังเรื่อง Personal Identification หรือข้อมูลระบุตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะข้าศึกสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวและระบุตำแหน่งของบุคคลสำคัญได้
ขอให้ทุกท่านนำความรู้และข้อควรระวังเหล่านี้ไปปรับใช้ ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวครับ เพราะ “ความปลอดภัยไซเบอร์ เริ่มต้นที่ตัวเรา” ครับ
- วันที่ 1 (14 ม.ค. 69): เปิดโลกทัศน์ภัยคุกคาม
-
สรุปสาระสำคัญการสัมมนาฯ: เจาะลึกกลุ่มแฮกเกอร์ระดับชาติ (APT) และสถานการณ์ไซเบอร์ตามแนวชายแดน
อ่านต่อ…ขอรายงานผลการเข้าร่วม “การสัมมนาพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ ซึ่งเนื้อหาในวันนี้มีความเข้มข้นและสำคัญต่อความมั่นคงของหน่วยงานเราเป็นอย่างยิ่งครับ
ในช่วงเช้าที่ผ่านมา เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบแนวทางการป้องกันภัยคุกคาม (ท่านสามารถอ่านสรุปย้อนหลังได้ที่ MITRE D3FEND: ยุทธวิธีป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับ ทร.) และแนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคาม (รายละเอียดที่ NIST Cybersecurity Framework 2.0) กันไปแล้ว
สำหรับในส่วนถัดมา วิทยากรได้เจาะลึกในหัวข้อ “กลุ่มแฮกเกอร์ APT ที่สำคัญ” และ “สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน” ซึ่ง AdminTee ได้สรุปประเด็นสำคัญและเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้ครับ


ภัยคุกคามระดับสูง (APT) และกรณีศึกษา
จากการบรรยายโดยวิทยากร ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า “แฮกเกอร์” ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่อาชญากรที่หวังเงินทอง แต่มีกลุ่มที่เป็นหน่วยปฏิบัติการลับของรัฐบาล ซึ่งเราเรียกว่า APT (Advanced Persistent Threat) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ
1. นิยามและความแตกต่างของกลุ่ม APT กลุ่ม APT ถือเป็นภัยคุกคามระดับสูงสุด แตกต่างจากแฮกเกอร์ทั่วไปหรือมือสมัครเล่น (Script Kiddies) อย่างสิ้นเชิง โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ:
- A – Advanced (ความก้าวหน้า): ใช้เครื่องมือเจาะระบบที่มีความซับซ้อนสูง และมักใช้ช่องโหว่ใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผย (Zero-day)
- P – Persistent (ความต่อเนื่อง): เน้นการฝังตัวอยู่ในระบบเป้าหมายอย่างเงียบเชียบเป็นเวลานาน (ระดับเดือนหรือปี) เพื่อดึงข้อมูลข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง
- T – Threat (ภัยคุกคาม): ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล (State-sponsored) ทั้งด้านงบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรอง โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
2. กลุ่มมหาอำนาจไซเบอร์และพฤติการณ์ ปัจจุบันมีกลุ่มปฏิบัติการหลักจาก 4 ประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่:
- จีน: มุ่งเน้นการจารกรรมทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี เพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งของประเทศตนเอง
- รัสเซีย: เน้นปฏิบัติการสงครามข่าวสาร (Info War) และการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
- อิหร่าน: เน้นการสอดแนมภูมิภาคและการจารกรรมข้อมูลเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตร
- เกาหลีเหนือ: มุ่งเน้นการโจมตีเพื่อหารายได้เข้าประเทศ เช่น การเจาะระบบธนาคารและการขโมยสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency
3. กรณีศึกษาที่ส่งผลกระทบระดับโลก เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรง วิทยากรได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
- กรณี SolarWinds: แฮกเกอร์รัสเซียใช้วิธีโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Attack) โดยฝังมัลแวร์มากับตัวอัปเดตซอฟต์แวร์ที่องค์กรเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานกว่า 18,000 แห่งทั่วโลก
- กรณี Ukraine Power Grid: การโจมตีโรงไฟฟ้าในยูเครนจนระบบล่ม ประชาชนกว่า 2 แสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้ พร้อมทั้งโจมตีระบบ Call Center เพื่อตัดขาดการสื่อสาร
- กรณี Stuxnet: มัลแวร์ตัวแรกของโลกที่ถูกสร้างมาเพื่อทำลายอุปกรณ์ทางกายภาพ โดยเจาะเข้าสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านผ่าน USB Drive แม้ระบบนั้นจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ตาม

สถานการณ์จำลอง: กรณีพิพาทตามแนวชายแดน
นอกจาการเรียนรู้ทฤษฎีแล้ว การสัมมนายังได้จำลองสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ลุกลามจากความขัดแย้งทางทหารสู่สงครามไซเบอร์ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. รูปแบบการโจมตีที่พบ ฝ่ายตรงข้ามมีการระดมโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้น 3 รูปแบบหลัก
- DDoS Attack: การระดมส่งข้อมูลเพื่อให้เว็บไซต์หน่วยงานล่ม (พบมากกว่า 50% ของการโจมตีทั้งหมด)
- Defacement: การเจาะระบบเพื่อเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์
- Credential Leak: การขโมยและปล่อยข้อมูลรหัสผ่านเจ้าหน้าที่สู่สาธารณะ
2. การปฏิบัติการของกองทัพเรือ ทร. ได้ยกระดับการป้องกันโดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเชิงรับ (CPT) และชุดปฏิบัติการเชิงรุก (CCMT) ตัวอย่างการปฏิบัติการที่น่าสนใจ เช่น:
- การใช้ข้อมูลจาก Open Source (เช่น Google Street View) ร่วมกับการสแกนหาช่องโหว่ของกล้อง CCTV ฝั่งตรงข้าม เพื่อระบุพิกัดทางกายภาพ
- การวิเคราะห์ เสาสัญญาณสื่อสาร (Signal Tower) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อวางแผนตัดระบบการสื่อสารของฐานปฏิบัติการฝั่งตรงข้าม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างปฏิบัติการไซเบอร์และการข่าว (Humint)
บทสรุป
การสัมมนาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “สงครามไซเบอร์” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สามารถส่งผลกระทบต่อโลกกายภาพและความมั่นคงของชาติได้โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักรู้ของกำลังพลทุกนาย การรักษาความปลอดภัยบัญชีผู้ใช้งาน และการเปลี่ยนทัศนคติจากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “ล่าเชิงรุก” (Threat Hunting) เพื่อให้เรารู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ AdminTee / ผู้แทน สปช.ทร.
กลุ่ม Hacker APT ที่สำคัญ & สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน (19160 downloads )
-
สรุปองค์ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์: ก้าวทันภัยคุกคาม สู่การป้องกันที่ยั่งยืนของกองทัพเรือ
อ่านต่อ…สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการกองทัพเรือทุกท่าน AdminTee ผู้แทนจาก สปช.ทร. ได้มีโอกาสเข้าร่วม “การสัมมนาพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพ ในช่วงเช้าได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับกรอบแนวทางการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (MITRE D3FEND) ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [https://km.navy.mi.th/mitre-d3fend-cyber-defense-tactics-for-thai-navy/])

สำหรับในช่วงบ่าย เป็นการบรรยายหัวข้อ “แนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ สำหรับ ทร.” โดย นาวาโทหญิง พันธ์รัตน์ อักษรศรีกุล หน.พัฒนาระบบ กสซ.ศซบ.สสท.ทร. ช่วยราชการ ผ.ตอบสนองภัยคุกคาม กรซ.ศซบ.สสท.ทร. ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่ AdminTee อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้พวกเราทุกคนตระหนักและมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศของกองทัพเรือครับ
การตอบสนองและการป้องกันภัยคุกคาม
การตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ ไม่ใช่หน้าที่ของศูนย์ไซเบอร์เพียงหน่วยงานเดียว แต่วัตถุประสงค์หลักคือการปรับปรุงกระบวนการให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล และที่สำคัญคือต้องอาศัยความร่วมมือจาก “เจ้าของระบบ” (System Owner) ทุกหน่วยงานในการร่วมกันปกป้องข้อมูลไม่ให้ถูกโจมตี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. การประยุกต์ใช้กรอบมาตรฐาน NIST Cybersecurity Framework 2.0 ทางกองทัพเรือได้นำกรอบมาตรฐานสากลนี้มาใช้ เพื่อให้การสื่อสารและการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานเป็นภาษาเดียวกัน โดยมี 6 ฟังก์ชันหลักที่ควรรู้จัก:

- Govern (การกำกับดูแล): การมีนโยบายและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับองค์กร
- Identify (การระบุ): ต้องทราบว่าหน่วยงานมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล) และประเมินจุดเสี่ยงที่อาจเป็นเป้าหมาย
- Protect (การป้องกัน): การสร้างมาตรการป้องกัน เช่น การเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ และการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA)
- Detect (การตรวจจับ): การเฝ้าระวังและตรวจจับการโจมตีด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และการใช้ข้อมูลข่าวกรองไซเบอร์
- Respond (การตอบสนอง): เมื่อเกิดเหตุ ต้องมีการบริหารจัดการ วิเคราะห์ และจำกัดความเสียหายให้เร็วที่สุด
- Recover (การฟื้นฟู): การกู้คืนระบบให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วจากข้อมูลสำรองที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

2. บทเรียนจากสถิติภัยคุกคามที่ผ่านมา วิทยากรได้ระบุว่าเหตุการณ์ภัยคุกคามส่วนใหญ่ถึง 80-90% ในรอบปีที่ผ่านมา เกิดจาก “รหัสผ่านรั่วไหล” (Credential Leak) ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ใช้งานมักจะ “บันทึกรหัสผ่านไว้บนเว็บเบราว์เซอร์” เพื่อความสะดวก หรือการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย
- ตัวอย่างกรณีศึกษา: เว็บไซต์ของหน่วยงานที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้รับการดูแลหรืออัปเดต มักถูกผู้ไม่หวังดีใช้เป็นพื้นที่ฝังเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนันออนไลน์ หรือระบบเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมานานหลายปีแต่ไม่ได้ปิดระบบ ก็กลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกโจมตีได้เช่นกัน
3. แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคและวินัยส่วนบุคคล การป้องกันที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากทั้งสองด้านควบคู่กันไปครับ
- ด้านเทคนิค: ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หากเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าเกินไปจนไม่สามารถอัปเดตได้ ควรพิจารณาตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก หรือแยกเครือข่ายการใช้งาน
- ด้านวินัยส่วนบุคคล (สำคัญที่สุด):
- หลีกเลี่ยงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด หรือชื่อบุคคลใกล้ชิด
- ระมัดระวังการใช้งานอุปกรณ์บันทึกข้อมูล (เช่น Flash Drive) จากแหล่งอื่นที่ไม่น่าเชื่อถือ
- การใช้งาน AI (เช่น ChatGPT) ต้องระมัดระวัง ไม่ป้อนข้อมูลความลับของทางราชการลงไปในคำถามเด็ดขาด เนื่องจาก AI จะจดจำข้อมูลเหล่านั้น
- ดูแลรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ระวังการถูกลักลอบเข้าถึงข้อมูลระยะไกล หรือการวางมือถือทิ้งไว้ในที่สาธารณ
บทสรุป
หัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่กองทัพเรือ ไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “วินัยการใช้งานของกำลังพลทุกนาย” ครับ การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง การเลิกพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น การบันทึกรหัสผ่านในเบราว์เซอร์ รวมถึงการหมั่นตรวจสอบดูแลระบบเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อลดพื้นที่การโจมตี (Attack Surface) จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรักษาข้อมูลสำคัญของกองทัพเรือไว้ได้ครับ
เอการประกบอการบรรยาย แนวทางการจัดทำขบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ของ ทร. (11799 downloads )
Post Blog ที่น่าสนใจ
-
“Credential Leak” ภัยเงียบใต้พรม: เมื่อกุญแจดอกสำคัญหลุดมือ ความมั่นคงขององค์กรก็สั่นคลอน
อ่านต่อ…ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง ในการขับเคลื่อนภารกิจของภาครัฐ และองค์กรชั้นนำ ข้อมูลข่าวสารได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องมี “กุญแจ” หรือที่ในทางเทคนิคเรียกว่า “Credential” (เช่น ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน) เพื่อยืนยันตัวตน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้ล้ำสมัย เราอาจกำลังเผชิญกับ “ภัยเงียบ” ที่มองไม่เห็น นั่นคือการรั่วไหลของข้อมูลยืนยันตัวตน หรือ Credential Leak ปรากฏการณ์นี้มิใช่เพียงแค่การถูกเดารหัสผ่านแบบเดิมๆ แต่เป็นการที่ข้อมูลลับถูกขโมยออกไปโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนการถูกปั๊มกุญแจบ้านแจกจ่ายให้กับโจรผู้ไม่หวังดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงขององค์กรอย่างรุนแรง โดยที่เราอาจตระหนักเมื่อสายเกินแก้ เพื่อให้บุคลากรทุกท่านได้ตระหนักถึงภัยคุกคามและร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับองค์กร ขอสรุปประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้: 1. ภัยร้ายในคราบความสะดวกสบาย: การบันทึกรหัสผ่านบนเบราว์เซอร์ (Browser) ความสะดวกสบายมักมาพร้อมกับความเสี่ยง หลายท่านนิยมใช้ฟังก์ชัน “Remember Password” หรือให้เบราว์เซอร์ช่วยจำรหัสผ่านเพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น หารู้ไม่ว่านี่คือจุดอ่อนที่แฮกเกอร์โปรดปรานที่สุด 2. กำแพงเหล็กที่พังทลายเพราะวินัยที่หย่อนยาน แม้หน่วยงานจะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างระบบ Firewall หรือติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่ระบบเหล่านั้นจะไร้ความหมายทันทีหาก “วินัยทางไซเบอร์” ของบุคลากรเกิดความหละหลวม 3. สถานการณ์ Credential Leak ในประเทศไทย จากสถิติและการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีการรั่วไหลของข้อมูลยืนยันตัวตนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 4. แนวทางการป้องกันและสร้างเกราะกำบัง…
-
ยุทธการบริหารปัญญา: พลิกโฉมองค์กรด้วย 3 เครื่องมือจัดการความรู้ (KM Tools) สู่ความเป็นเลิศ
อ่านต่อ…ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร การปล่อยให้ “ความรู้” กระจัดกระจายหรือสูญหายไปพร้อมกับตัวบุคคล คือความเสี่ยงมหาศาลที่ไม่อาจมองข้าม การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) จึงมิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” และ “รากฐาน” สำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง บทความนี้จะนำท่านไปทำความรู้จักกับกระบวนการแปลงความรู้ให้เป็นทุนทางปัญญา ผ่าน 3 เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ที่จะเปลี่ยนนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร 1. แกะรอยขุมทรัพย์ความรู้ด้วย Knowledge Map (แผนที่ความรู้) เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่ทำให้เรามองเห็นภาพรวมว่า “ความรู้” ซ่อนตัวอยู่ที่ใดในกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา 1.1 สาระสำคัญและวิธีการดำเนินการ การสร้างแผนที่ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน แบ่งออกเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) อย่างน้อย 5 ระดับ ดังนี้: 1.2 ข้อเสนอแนะ 2. คัดกรองแก่นแท้ด้วย Knowledge Audit (การตรวจสอบความรู้) เมื่อเรามีแผนที่ความรู้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจัดการทุกเรื่องพร้อมกัน การทำ Audit คือการตรวจสุขภาพองค์กรเพื่อ “คัดกรอง” และ “โฟกัส” เฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด…
-
เจาะลึกนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ทร. 2568: เมื่อ “ความลับ” และ “ความพร้อม” คือหัวใจของความมั่นคงยุคใหม่
อ่านต่อ…ในยุคที่สงครามไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามรบ แต่เกิดขึ้นบนหน้าจอและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต “ข้อมูล” กลายเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีค่ามหาศาล กองทัพเรือจึงได้ประกาศใช้ “นโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของกองทัพเรือ พ.ศ. 2568” เพื่อยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยคุกคามให้เข้มข้นและทันสมัย วันนี้เราจะมาสรุปสิ่งที่กำลังพลและผู้เกี่ยวข้องต้องรู้ครับ
-
เจาะลึก Best Practice 2024: เมื่อ “ความปลอดภัย” คือหัวใจของการส่งกำลังบำรุงและการกู้ภัยทางทะเล
อ่านต่อ…ในยุคที่ภารกิจทางทะเลมีความซับซ้อนและท้าทาย การมีแค่ “ประสบการณ์” อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “มาตรฐาน” ที่เชื่อถือได้ ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ (กยพ.กร.) ได้ขานรับนโยบาย “ปีแห่งความปลอดภัย” ด้วยการสังเคราะห์องค์ความรู้สู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภารกิจจะสำเร็จได้ด้วยความปลอดภัยสูงสุด ทั้งต่อกำลังพลและประชาชน
ยุทธการและการฝึก
องค์ความรู้ด้านการรบ การฝึก และยุทธวิธีทางเรือ
รายงานผลการปฏิบัติการ
คู่มือยุทธวิธี
คลังความรู้
ส่งกำลังบำรุง/เทคนิค
งานช่าง การซ่อมบำรุง และพัสดุ
แผนการซ่อมบำรุงประจำปี
ระบบบริหารจัดการพัสดุ
คู่มือมาตรฐานงานช่าง
รายงานสถานภาพยุทโธปกรณ์
บริหารจัดการ
งานฝ่ายอำนวยการ กฎหมาย และธุรการ
ระเบียบและคำสั่ง
มุมกฎหมาย
งานฝ่ายอำนวยการ
สวัสดิการกำลังพล
สื่อสาร/สารสนเทศ
งานฝ่ายอำนวยการ กฎหมาย และธุรการ
นโยบายความมั่นคงไซเบอร์
แจ้งซ่อมและบริการไอที
ตรวจสอบสถานะเครือข่าย
ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์
คณะอนุกรรมการจัดการความรู้ของ ทร.
อาคาร บก.ทร.วังนันทอุทยาน ชั้น 4 สปช.ทร.
ที่อยู่: วังนันทอุทยาน เลขที่ 3 ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
© 2026 Royal Thai Navy Knowledge Management. All rights reserved.