เจาะลึก 3 วันแห่งการ “ตื่นรู้” และ “ต่อยอด”: สรุปผลการสัมมนาการพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปี 2569

สร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยครับ สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งสำคัญประจำปีของเหล่าทหารเรือไซเบอร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จ.ชลบุรี ตลอด 3 วันเต็ม (14 – 16 ม.ค. 69) ที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยการระดมสมองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เข้มข้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามยุคใหม่ที่มองไม่เห็นตัวตน ผมขออาสาพาทุกท่านย้อนรอยไทม์ไลน์สำคัญตลอด 3 วันนี้ ก่อนจะไปเจาะลึกเนื้อหาการแถลงผลการสัมมนาที่เป็น “ไฮไลต์” สำคัญครับ

1. ปูพรมความรู้: ภาพรวมกิจกรรมตลอด 3 วัน การสัมมนาครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นภาพรวมของภูมิทัศน์ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่ ดังนี้ครับ:

  • วันที่ 1 (14 ม.ค. 69): เปิดโลกทัศน์ภัยคุกคาม
    • ช่วงเช้า: เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกลยุทธ์การป้องกันเชิงลึกผ่านกรอบแนวคิดระดับโลกอย่าง MITRE D3FEND ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือการตั้งรับทางเทคนิคที่ละเอียดและเป็นระบบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: MITRE D3FEND: กลยุทธ์การป้องกันทางไซเบอร์สำหรับ ทร.)
    • ช่วงบ่าย: เจาะลึกหัวใจสำคัญของการรับมือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วย กระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตามมาตรฐาน NIST CSF Version 2.0 ที่ทันสมัยที่สุด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: NIST Cybersecurity Framework 2.0)
    • ช่วงเย็น: ตบท้ายด้วยข้อมูลลับเฉพาะเกี่ยวกับ “กลุ่มแฮกเกอร์ APT ที่สำคัญ” และบทเรียนจากสถานการณ์จริงใน “สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: กลุ่มแฮกเกอร์ APT และสถานการณ์พิพาทแนวชายแดน)
  • วันที่ 2 (15 ม.ค. 69): ระดมสมองประลองความคิด
    • เป็นการแบ่งกลุ่มสัมมนาออกเป็น 4 กลุ่มย่อยตามความเชี่ยวชาญและภารกิจ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ได้แก่
      1. ลุ่มแนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (IRP)
      2. กลุ่มแนวทางการกำหนดเป้าหมายทางไซเบอร์ (Targeting)
      3. กลุ่มบทเรียนสงครามไซเบอร์ (Lessons Learned)
      4. กลุ่มจัดทำแบบฟอร์มตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Checklist) และร่างระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.)
  • วันที่ 3 (16 ม.ค. 69): บทสรุปสู่อนาคต
    • เป็นวันที่แต่ละกลุ่มนำผลลัพธ์จากการระดมสมองมาแถลงต่อที่ประชุม เพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางปฏิบัติของกองทัพเรือต่อไป

2. เจาะลึกผลสัมมนา: 3 กุญแจสำคัญสู่ความแข็งแกร่งทางไซเบอร์

จากการระดมสมองของทั้ง 4 กลุ่ม ผมขอสรุปสาระสำคัญออกมาเป็น 3 ประเด็นหลักที่เปรียบเสมือน “อาวุธทางปัญญา” ใหม่ของพวกเรา ดังนี้ครับ:

1. ยกระดับมาตรฐานการตอบโต้ภัยคุกคาม (จากกลุ่มที่ 1) เป้าหมายคือการทำคู่มือการทำงาน (IRP) ให้เป็นสากลและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยยึดตามมาตรฐาน NIST CSF 2.0

  • เพิ่มมิติ “การกำกับดูแล” (Govern): ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาหน้างาน แต่ต้องมีการวางนโยบายที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับบริหาร
  • ระบบตรวจสอบซ้ำ (QC): เสนอให้มีการทำ Quality Control รอบที่ 2 ก่อนปิดจบเคสทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าภัยคุกคามถูกกำจัดสิ้นซาก
  • บทลงโทษที่ชัดเจน: เพื่อป้องปรามความประมาทเลินเล่ออันนำมาซึ่งช่องโหว่ จึงเสนอให้มีมาตรการลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่ละเมิดระเบียบความปลอดภัย

2. เปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “รุก” ด้วยการกำหนดเป้าหมาย (จากกลุ่มที่ 2) การรบทางไซเบอร์ไม่ได้มีแค่การถือโล่ แต่ต้องรู้จักการใช้ดาบเมื่อจำเป็น โดยเน้นการสร้างผลกระทบ (Effect-based Targeting)

  • การจัดลำดับความสำคัญเป้าหมาย: แบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 ระดับ เพื่อให้เลือกโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด:
    1. High Pay-off Target (HPT): เป้าหมาย “กำไรสูง” ที่ถ้าโจมตีถูกจังหวะ จะส่งผลดีต่อเราอย่างมหาศาล (Priority 1)
    2. High Value Target (HVT): เป้าหมาย “คุณค่าสูง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของขีดความสามารถข้าศึก (Priority 2)
    3. Essential Observation Target (EOT): เป้าหมายสนับสนุนที่ต้องเฝ้าระวัง (Priority 3)

3. ปิดช่องโหว่หน้างานด้วยเทคโนโลยีและวินัย (จากกลุ่มที่ 3 และ 4) เน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงาน ทั้งเรื่องคนและอุปกรณ์

  • แก้ปัญหาคน: ลดภาระงานที่ทับซ้อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่โฟกัสงานไซเบอร์ได้เต็มที่
  • เสริมเขี้ยวเล็บด้วย AI: เสนอให้นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด และพัฒนาชุดเครื่องมือเคลื่อนที่ (Mobile Cyber Tools) สำหรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
  • สร้างมาตรฐานเรือรบ: ริเริ่มแนวคิด “Checklist ก่อนออกเรือ” โดยถอดบทเรียนจากเรือรบสหรัฐฯ (เช่น USS Kidd) เพื่อให้มั่นใจว่าเรือรบของเราปลอดภัยทางไซเบอร์ก่อนออกปฏิบัติภารกิจ

3. บทสรุป: ความตระหนักรู้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

    การสัมมนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลสถิติในช่วงความขัดแย้งชี้ว่าการโจมตีทางไซเบอร์พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า โดยรูปแบบยอดฮิตคือการระดมยิงเครือข่าย (DDoS) ให้ระบบล่ม และการปล่อยข้อมูลเท็จ (IO) เพื่อสร้างความสับสน สิ่งที่น่ากังวลคือมีการตรวจพบข้อมูลบัญชีผู้ใช้ (Username/Password) ของบุคลากรหลุดไปยัง Dark Web ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง ดังนั้น ผลลัพธ์จากการสัมมนานี้จึงไม่ใช่แค่เอกสารบนหิ้ง แต่คือแผนปฏิบัติการที่มุ่งเปลี่ยนกองทัพเรือจากผู้ตั้งรับ ให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการตอบโต้ (Active Defense) และยกระดับขีดความสามารถสู่มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องอธิปไตยบนโลกไซเบอร์ของชาติอย่างยั่งยืน


    4. ข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา

    ในช่วงท้ายของการสัมมนา ผู้บังคับบัญชาได้ฝากข้อคิดเตือนใจที่สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล ซึ่งผมขอคัดเน้นๆ มาฝากทุกท่านครับ:

    1. ดูเยี่ยงกา แต่อย่าทำตาม: ท่านยกตัวอย่างกรณีศึกษาการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่มีการใช้สงครามไซเบอร์นำการรบจริง โดยการตัดระบบไฟฟ้าและรบกวนสัญญาณ GPS จนเป็นอัมพาต นี่คือภาพจริงของสงครามยุคใหม่ที่เราต้องเตรียมรับมือ
    2. แอปฯ แชท คือจุดตาย: ขอให้หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลทางทหารหรือข้อมูลราชการผ่านแอปพลิเคชันสาธารณะอย่าง Line หรือ Gmail โดยเด็ดขาด เพราะไม่มีความปลอดภัยเพียงพอและเสี่ยงต่อการถูกดักจับข้อมูล
    3. ตัวตนออนไลน์คือเป้านิ่ง: ให้ระมัดระวังเรื่อง Personal Identification หรือข้อมูลระบุตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะข้าศึกสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวและระบุตำแหน่งของบุคคลสำคัญได้

    ขอให้ทุกท่านนำความรู้และข้อควรระวังเหล่านี้ไปปรับใช้ ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวครับ เพราะ “ความปลอดภัยไซเบอร์ เริ่มต้นที่ตัวเรา” ครับ

    สรุปสาระสำคัญการสัมมนาฯ: เจาะลึกกลุ่มแฮกเกอร์ระดับชาติ (APT) และสถานการณ์ไซเบอร์ตามแนวชายแดน

    ขอรายงานผลการเข้าร่วม “การสัมมนาพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ ซึ่งเนื้อหาในวันนี้มีความเข้มข้นและสำคัญต่อความมั่นคงของหน่วยงานเราเป็นอย่างยิ่งครับ

    ในช่วงเช้าที่ผ่านมา เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบแนวทางการป้องกันภัยคุกคาม (ท่านสามารถอ่านสรุปย้อนหลังได้ที่ MITRE D3FEND: ยุทธวิธีป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับ ทร.) และแนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคาม (รายละเอียดที่ NIST Cybersecurity Framework 2.0) กันไปแล้ว

    สำหรับในส่วนถัดมา วิทยากรได้เจาะลึกในหัวข้อ “กลุ่มแฮกเกอร์ APT ที่สำคัญ” และ “สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน” ซึ่ง AdminTee ได้สรุปประเด็นสำคัญและเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้ครับ


    ภัยคุกคามระดับสูง (APT) และกรณีศึกษา

    จากการบรรยายโดยวิทยากร ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า “แฮกเกอร์” ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่อาชญากรที่หวังเงินทอง แต่มีกลุ่มที่เป็นหน่วยปฏิบัติการลับของรัฐบาล ซึ่งเราเรียกว่า APT (Advanced Persistent Threat) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

    1. นิยามและความแตกต่างของกลุ่ม APT กลุ่ม APT ถือเป็นภัยคุกคามระดับสูงสุด แตกต่างจากแฮกเกอร์ทั่วไปหรือมือสมัครเล่น (Script Kiddies) อย่างสิ้นเชิง โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ:

    • A – Advanced (ความก้าวหน้า): ใช้เครื่องมือเจาะระบบที่มีความซับซ้อนสูง และมักใช้ช่องโหว่ใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผย (Zero-day)
    • P – Persistent (ความต่อเนื่อง): เน้นการฝังตัวอยู่ในระบบเป้าหมายอย่างเงียบเชียบเป็นเวลานาน (ระดับเดือนหรือปี) เพื่อดึงข้อมูลข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง
    • T – Threat (ภัยคุกคาม): ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล (State-sponsored) ทั้งด้านงบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรอง โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

    2. กลุ่มมหาอำนาจไซเบอร์และพฤติการณ์ ปัจจุบันมีกลุ่มปฏิบัติการหลักจาก 4 ประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่:

    • จีน: มุ่งเน้นการจารกรรมทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี เพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งของประเทศตนเอง
    • รัสเซีย: เน้นปฏิบัติการสงครามข่าวสาร (Info War) และการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
    • อิหร่าน: เน้นการสอดแนมภูมิภาคและการจารกรรมข้อมูลเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตร
    • เกาหลีเหนือ: มุ่งเน้นการโจมตีเพื่อหารายได้เข้าประเทศ เช่น การเจาะระบบธนาคารและการขโมยสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency

    3. กรณีศึกษาที่ส่งผลกระทบระดับโลก เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรง วิทยากรได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

    • กรณี SolarWinds: แฮกเกอร์รัสเซียใช้วิธีโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Attack) โดยฝังมัลแวร์มากับตัวอัปเดตซอฟต์แวร์ที่องค์กรเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานกว่า 18,000 แห่งทั่วโลก
    • กรณี Ukraine Power Grid: การโจมตีโรงไฟฟ้าในยูเครนจนระบบล่ม ประชาชนกว่า 2 แสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้ พร้อมทั้งโจมตีระบบ Call Center เพื่อตัดขาดการสื่อสาร
    • กรณี Stuxnet: มัลแวร์ตัวแรกของโลกที่ถูกสร้างมาเพื่อทำลายอุปกรณ์ทางกายภาพ โดยเจาะเข้าสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านผ่าน USB Drive แม้ระบบนั้นจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ตาม

    สถานการณ์จำลอง: กรณีพิพาทตามแนวชายแดน

    นอกจาการเรียนรู้ทฤษฎีแล้ว การสัมมนายังได้จำลองสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ลุกลามจากความขัดแย้งทางทหารสู่สงครามไซเบอร์ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

    1. รูปแบบการโจมตีที่พบ ฝ่ายตรงข้ามมีการระดมโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้น 3 รูปแบบหลัก

    • DDoS Attack: การระดมส่งข้อมูลเพื่อให้เว็บไซต์หน่วยงานล่ม (พบมากกว่า 50% ของการโจมตีทั้งหมด)
    • Defacement: การเจาะระบบเพื่อเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์
    • Credential Leak: การขโมยและปล่อยข้อมูลรหัสผ่านเจ้าหน้าที่สู่สาธารณะ

    2. การปฏิบัติการของกองทัพเรือ ทร. ได้ยกระดับการป้องกันโดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเชิงรับ (CPT) และชุดปฏิบัติการเชิงรุก (CCMT) ตัวอย่างการปฏิบัติการที่น่าสนใจ เช่น:

    • การใช้ข้อมูลจาก Open Source (เช่น Google Street View) ร่วมกับการสแกนหาช่องโหว่ของกล้อง CCTV ฝั่งตรงข้าม เพื่อระบุพิกัดทางกายภาพ
    • การวิเคราะห์ เสาสัญญาณสื่อสาร (Signal Tower) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อวางแผนตัดระบบการสื่อสารของฐานปฏิบัติการฝั่งตรงข้าม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างปฏิบัติการไซเบอร์และการข่าว (Humint)

    บทสรุป

    การสัมมนาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “สงครามไซเบอร์” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สามารถส่งผลกระทบต่อโลกกายภาพและความมั่นคงของชาติได้โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักรู้ของกำลังพลทุกนาย การรักษาความปลอดภัยบัญชีผู้ใช้งาน และการเปลี่ยนทัศนคติจากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “ล่าเชิงรุก” (Threat Hunting) เพื่อให้เรารู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ AdminTee / ผู้แทน สปช.ทร.


    กลุ่ม Hacker APT ที่สำคัญ & สถานการณ์ด้านไซเบอร์กรณีพิพาทตามแนวชายแดน (19160 downloads )

    สรุปองค์ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์: ก้าวทันภัยคุกคาม สู่การป้องกันที่ยั่งยืนของกองทัพเรือ

    สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการกองทัพเรือทุกท่าน AdminTee ผู้แทนจาก สปช.ทร. ได้มีโอกาสเข้าร่วม “การสัมมนาพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพ ในช่วงเช้าได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับกรอบแนวทางการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (MITRE D3FEND) ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [https://km.navy.mi.th/mitre-d3fend-cyber-defense-tactics-for-thai-navy/])

    สำหรับในช่วงบ่าย เป็นการบรรยายหัวข้อ “แนวทางการจัดทำกระบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ สำหรับ ทร.” โดย นาวาโทหญิง พันธ์รัตน์ อักษรศรีกุล หน.พัฒนาระบบ กสซ.ศซบ.สสท.ทร. ช่วยราชการ ผ.ตอบสนองภัยคุกคาม กรซ.ศซบ.สสท.ทร. ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่ AdminTee อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้พวกเราทุกคนตระหนักและมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศของกองทัพเรือครับ


    การตอบสนองและการป้องกันภัยคุกคาม

    การตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ ไม่ใช่หน้าที่ของศูนย์ไซเบอร์เพียงหน่วยงานเดียว แต่วัตถุประสงค์หลักคือการปรับปรุงกระบวนการให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล และที่สำคัญคือต้องอาศัยความร่วมมือจาก “เจ้าของระบบ” (System Owner) ทุกหน่วยงานในการร่วมกันปกป้องข้อมูลไม่ให้ถูกโจมตี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

    1. การประยุกต์ใช้กรอบมาตรฐาน NIST Cybersecurity Framework 2.0 ทางกองทัพเรือได้นำกรอบมาตรฐานสากลนี้มาใช้ เพื่อให้การสื่อสารและการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานเป็นภาษาเดียวกัน โดยมี 6 ฟังก์ชันหลักที่ควรรู้จัก:

    • Govern (การกำกับดูแล): การมีนโยบายและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับองค์กร
    • Identify (การระบุ): ต้องทราบว่าหน่วยงานมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล) และประเมินจุดเสี่ยงที่อาจเป็นเป้าหมาย
    • Protect (การป้องกัน): การสร้างมาตรการป้องกัน เช่น การเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ และการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA)
    • Detect (การตรวจจับ): การเฝ้าระวังและตรวจจับการโจมตีด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และการใช้ข้อมูลข่าวกรองไซเบอร์
    • Respond (การตอบสนอง): เมื่อเกิดเหตุ ต้องมีการบริหารจัดการ วิเคราะห์ และจำกัดความเสียหายให้เร็วที่สุด
    • Recover (การฟื้นฟู): การกู้คืนระบบให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วจากข้อมูลสำรองที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

    2. บทเรียนจากสถิติภัยคุกคามที่ผ่านมา วิทยากรได้ระบุว่าเหตุการณ์ภัยคุกคามส่วนใหญ่ถึง 80-90% ในรอบปีที่ผ่านมา เกิดจาก “รหัสผ่านรั่วไหล” (Credential Leak) ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ใช้งานมักจะ “บันทึกรหัสผ่านไว้บนเว็บเบราว์เซอร์” เพื่อความสะดวก หรือการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย

    • ตัวอย่างกรณีศึกษา: เว็บไซต์ของหน่วยงานที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้รับการดูแลหรืออัปเดต มักถูกผู้ไม่หวังดีใช้เป็นพื้นที่ฝังเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนันออนไลน์ หรือระบบเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมานานหลายปีแต่ไม่ได้ปิดระบบ ก็กลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกโจมตีได้เช่นกัน

    3. แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคและวินัยส่วนบุคคล การป้องกันที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากทั้งสองด้านควบคู่กันไปครับ

    • ด้านเทคนิค: ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หากเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าเกินไปจนไม่สามารถอัปเดตได้ ควรพิจารณาตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก หรือแยกเครือข่ายการใช้งาน
    • ด้านวินัยส่วนบุคคล (สำคัญที่สุด):
      • หลีกเลี่ยงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด หรือชื่อบุคคลใกล้ชิด
      • ระมัดระวังการใช้งานอุปกรณ์บันทึกข้อมูล (เช่น Flash Drive) จากแหล่งอื่นที่ไม่น่าเชื่อถือ
      • การใช้งาน AI (เช่น ChatGPT) ต้องระมัดระวัง ไม่ป้อนข้อมูลความลับของทางราชการลงไปในคำถามเด็ดขาด เนื่องจาก AI จะจดจำข้อมูลเหล่านั้น
      • ดูแลรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ระวังการถูกลักลอบเข้าถึงข้อมูลระยะไกล หรือการวางมือถือทิ้งไว้ในที่สาธารณ

    บทสรุป

    หัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่กองทัพเรือ ไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “วินัยการใช้งานของกำลังพลทุกนาย” ครับ การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง การเลิกพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น การบันทึกรหัสผ่านในเบราว์เซอร์ รวมถึงการหมั่นตรวจสอบดูแลระบบเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อลดพื้นที่การโจมตี (Attack Surface) จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรักษาข้อมูลสำคัญของกองทัพเรือไว้ได้ครับ


    เอการประกบอการบรรยาย แนวทางการจัดทำขบวนการตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ของ ทร. (11799 downloads )

    เกราะเหล็กดิจิทัล: พลิกเกม “รับ” ให้เป็น “รุก” ด้วย MITRE D3FEND ยุทธวิธีป้องปรามภัยไซเบอร์ฉบับกองทัพเรือ

    เมื่อโลกดิจิทัลไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “สมรภูมิ” หลักที่ไม่อาจมองข้าม เมื่อวันที่ 14 – 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์สมุททานุภาพ กองทัพเรือ (ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) จึงได้เกิดเวทีสำคัญในการสัมมนา “การพัฒนาขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ของ ทร. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดย AdminTee เป็นผู้แทน สปช.ทร. เข้าร่วมสัมมนาดังกล่าว

    ไฮไลต์สำคัญที่ AdminTee อยากหยิบยกมาเล่า คือการบรรยายหัวข้อ “กรอบแนวทางการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (MITRE D3FEND)” ในช่วงเช้าของวันที่ 14 ม.ค.69 โดย คุณปิยชาติ วิสุทธิอารีย์รักษ์ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. หรือ NCSA) ที่มาเปิดมุมมองใหม่ เปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความเข้าใจ และเปลี่ยนจากการตั้งรับแบบเดิมๆ เป็นการป้องกันที่มีชั้นเชิง โดยสรุปเป็น 3 ช่วง ดังนี้


    1. รู้ทันภัยร้าย: เมื่อ “แอปดูดเงิน” และ “Ransomware” ไม่ไกลตัวอย่างที่คิด

    ก่อนจะไปถึงวิธีป้องกัน เราต้องรู้ก่อนว่าศัตรูมาไม้ไหน วิทยากรได้สะท้อนภาพสถานการณ์ภัยคุกคามที่น่าตกใจ ทั้งสถิติการโจมตีด้วย Ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่) ที่พุ่งสูงขึ้น และเทคนิคใหม่ๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง

    • กลลวงแอปดูดเงิน (Money Sucking App): ไม่ได้ดูดเงินทันทีที่กดลิงก์ แต่มันคือ “ศิลปะแห่งการหลอกลวง”
      1. ล่อลวง: ส่ง SMS หรือโทรมา อ้างเป็นหน่วยงานรัฐ/เอกชน (เช่น การไฟฟ้า, ขนส่ง)
      2. ตีเนียน: ให้แอด Line คุยกับเจ้าหน้าที่ปลอม แล้วส่งลิงก์ให้โหลดแอปฯ (นอก App Store/Play Store) +1
      3. ยึดเครื่อง: หลอกให้เรากด “อนุญาต” (Allow) สิทธิ์การเข้าถึงเครื่อง
      4. ขโมยรหัส: หลอกให้ตั้งรหัสผ่าน (PIN) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักใช้รหัสเดียวกับแอปธนาคาร
      5. ปิดตา: หน้าจอเหยื่อจะค้าง หรือขึ้นว่า “กำลังโหลด” แต่เบื้องหลังโจรเห็นหน้าจอเราทุกอย่าง และกำลังโอนเงินออกไป
    • เว็บราชการกลายเป็นเว็บพนัน: ปัจจุบันพบเว็บไซต์หน่วยงาน (.go.th / .ac.th) ถูกเจาะเพื่อฝังลิงก์เว็บพนันออนไลน์ หรือเปลี่ยนหน้าเว็บ (Defacement) จำนวนมาก เพราะตั้งค่าความปลอดภัยไม่รัดกุม

    2. พลิกตำราสู้: จาก ATT&CK (คัมภีร์โจร) สู่ D3FEND (คัมภีร์ต้าน) หากเปรียบการรบทางทหาร เรามีตำราพิชัยสงคราม ในโลกไซเบอร์ก็เช่นกัน

    • MITRE ATT&CK: คือคู่มือที่รวบรวม “ท่าไม้ตายของแฮกเกอร์” (Tactics & Techniques) ว่ามันเจาะเข้ามาอย่างไร
    • MITRE D3FEND: คือคู่มือแก้ทาง เป็น “ท่าไม้ตายของฝ่ายป้องกัน” ที่ออกแบบมาเพื่อบล็อกการโจมตีเหล่านั้นโดยเฉพาะ

    หลักการคือ: เราไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกโจมตี แต่เราสามารถออกแบบระบบให้ “แข็งแกร่ง” และ “ดักทาง” ได้ล่วงหน้า


    3. 6 กลยุทธ์ D3FEND สร้างป้อมปราการดิจิทัล วิทยากรได้สรุป 6 หัวใจหลักของ D3FEND ที่เปรียบเสมือนกำแพง 6 ชั้นของกองทัพ ดังนี้

    1. Model (รู้จักบ้านตัวเอง): รู้ว่าเรามีคอมพิวเตอร์กี่เครื่อง มีข้อมูลสำคัญอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้ว่ามีอะไร ก็ปกป้องไม่ได้ +1
    2. Harden (เสริมเกราะให้แกร่ง): ปิดช่องโหว่พื้นฐาน
      • รหัสผ่าน: เลิกใช้ 123456 หรือ password เดี๋ยวนี้! (แฮกได้ใน 1 วินาที) ควรใช้รหัสยาวๆ ผสมตัวเลข/อักษร
      • MFA (Multi-Factor Authentication): การยืนยันตัวตน 2 ชั้น สำคัญมาก แม้โจรได้รหัสไป แต่ถ้าไม่มี OTP หรือการกดอนุมัติที่มือถือเรา ก็เข้าไม่ได้
    3. Detect (ตาไว สังเกตการณ์): ติดตั้งระบบตรวจจับความผิดปกติ ไม่ใช่รอให้ข้อมูลหายแล้วค่อยรู้ตัว วิเคราะห์ Log การใช้งานอยู่เสมอ
    4. Isolate (ตัดไฟแต่ต้นลม): การแยกเครือข่าย (Network Segmentation) หากเครื่องหนึ่งโดนไวรัส ต้องไม่ให้ลามไปเครื่องอื่น เหมือนการปิดประตูเรือกันน้ำเข้าห้องอื่น
    5. Deceive (ลวงข้าศึก): การสร้างกับดัก (Honeypot) หรือข้อมูลปลอม เพื่อหลอกให้แฮกเกอร์หลงทางและเผยตัวตน
    6. Evict & Restore (กำจัดและกู้คืน): เมื่อโดนเจาะ ต้องรู้วิธี “ถีบ” แฮกเกอร์ออกจากระบบ (Evict) และกู้คืนข้อมูล (Restore)
      • Backup คือพระเจ้า: แต่ต้อง Backup แบบ Offline ด้วย เพราะถ้าเสียบ Harddisk คาไว้ตอนโดน Ransomware ข้อมูลสำรองก็จะโดนล็อกไปด้วย

    บทสรุป

    “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่คือความจำเป็น” การสัมมนาครั้งนี้ย้ำเตือนชาว ทร. ว่าภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบของการพังประตูเมือง แต่มาผ่านสายเคเบิลและสัญญาณไร้สาย การประยุกต์ใช้กรอบ MITRE D3FEND คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนเราจาก “เป้านิ่ง” ให้กลายเป็น “ป้อมปราการ” ที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และหากหน่วยงานใดพบเหตุผิดปกติ สามารถปรึกษา ThaiCERT (สกมช.) ได้ทันทีครับ


    เอกสารประกอบการบรรยาย- กรอบแนวทางการปองกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (MITRE D3FEND) (8701 downloads )

    เจาะลึก Best Practice ฐท.สส.: “แผนเผชิญเหตุอัคคีภัยท่าเรือจุกเสม็ด” โมเดลความปลอดภัยที่เรือรบทุกลำวางใจ

    1. เกริ่นนำ (Introduction)

    ท่าเรือจุกเสม็ดไม่ได้เป็นเพียงที่จอดเรือ แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ของการส่งกำลังบำรุง ทั้งน้ำมันและสรรพาวุธ ความเสี่ยงเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความเสียหายมหาศาล ปีนี้ การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จึงได้ยกเครื่อง “กระบวนการควบคุมอัคคีภัย” ใหม่ จนกลายเป็น Best Practice ประจำปี 2567 ที่การันตีว่า “ทุกวินาทีคือความปลอดภัย”

    2. เนื้อหาหลัก (Content)

    หัวใจสำคัญของกระบวนการใหม่ คือการปิดช่องโหว่และเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนอง:

    • Mobile Team เข้าถึงใน 3 นาที: ทันทีที่รับแจ้งเหตุ ชุดเคลื่อนที่เร็วจะถึงหน้างานเพื่อประเมินสถานการณ์และระงับเหตุเบื้องต้น ก่อนที่รถดับเพลิงใหญ่จะตามมาสมทบ ตัดวงจรไฟไม่ให้ลุกลาม
    • เรือลากจูง = รถดับเพลิงทางน้ำ: ใช้ศักยภาพของเรือลากจูงที่มีปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสกัดเพลิงจากด้านทะเล ซึ่งรถดับเพลิงเข้าไม่ถึง
    • เครือข่ายความปลอดภัย: เมื่อเกิดเหตุเกินกำลัง มีผังการประสานงานที่ชัดเจน (Call Tree) ดึงรถดับเพลิงและกู้ภัยจากเทศบาลและหน่วยงานข้างเคียงกว่า 10 หน่วยงานมารุมดับไฟได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติซ้ำซ้อน

    3. สิ่งที่ได้เรียนรู้ (Key Insight)

    “ซ้อมให้เหมือนรบ รบให้เหมือนซ้อม” คือกุญแจความสำเร็จ

    • การท่าเรือฯ ไม่ได้แค่วางแผนบนกระดาษ แต่มีการซ้อมจริงทั้งภาคกลางวันและกลางคืน ร่วมกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เมื่อเกิดเหตุจริง (Scenario) ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่เกิดความโกลาหล
    • การนำมาตรฐาน ISO มาจับ ทำให้กระบวนการมีความเป็นสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับเรือรบต่างชาติที่แวะมาเยือน

    4. บทสรุป (Conclusion)

    อุบัติเหตุอัคคีภัยอาจป้องกันไม่ได้ 100% แต่เราสามารถ “ควบคุม” ความเสียหายได้ด้วยการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุด กระบวนการควบคุมอัคคีภัยของท่าเรือจุกเสม็ด คือเครื่องพิสูจน์ว่า กองทัพเรือไม่เคยประมาทและพร้อมปกป้องทรัพยากรของชาติให้ปลอดภัยในทุกสถานการณ์


    Download=>BP-กระบวนการควบคุมอัคคีภัยในเขตท่าเรือจุกเสม็ด กทส.ฐท.สส. 2567 (5369 downloads )

    รายงานองค์ความรู้ที่มีการจัดการเพื่อให้เกิดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง “การบูรณาการซ่อมบำรุงเชิงรุกทางไกล” ของ กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ (อล.ทร.)


    สรุปสาระสำคัญ

    เป็นรายงานผลการดำเนินงาน Best Practice ของ อล.ทร. ที่เปลี่ยนรูปแบบการซ่อมบำรุงจากเดิมที่เป็น “เชิงรับ” (รอเสีย -> แจ้งซ่อม -> ส่งคนไป) ซึ่งล่าช้าและใช้งบประมาณสูง มาเป็น “การบูรณาการซ่อมบำรุงเชิงรุกทางไกล”
    โดยมีสาระสำคัญคือ

    1. ปัญหาเดิม: หน่วยใช้งานอยู่ห่างไกล การส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปซ่อมบำรุงแต่ละครั้งใช้เวลานานและใช้งบประมาณ (ค่าเบี้ยเลี้ยง, ที่พัก, เดินทาง) สูงมาก.

    2. วิธีการใหม่: ใช้เทคโนโลยีและกระบวนการจัดการความรู้ (KM) เข้ามาช่วย ได้แก่

    Read more

    เจาะลึก Best Practice 2024: เมื่อ “ความปลอดภัย” คือหัวใจของการส่งกำลังบำรุงและการกู้ภัยทางทะเล


    ในยุคที่ภารกิจทางทะเลมีความซับซ้อนและท้าทาย การมีแค่ “ประสบการณ์” อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “มาตรฐาน” ที่เชื่อถือได้ ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ (กยพ.กร.) ได้ขานรับนโยบาย “ปีแห่งความปลอดภัย” ด้วยการสังเคราะห์องค์ความรู้สู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภารกิจจะสำเร็จได้ด้วยความปลอดภัยสูงสุด ทั้งต่อกำลังพลและประชาชน


    Read more